คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาหรือเปล่า?
ปกติผมไม่สนใจเรื่องเพ้อฝันพรรค์นั้นหรอก
แต่หมู่นี้มีหลายเรื่องเกิดขึ้นจนผมชักจะเชื่อมันขึ้นมาตะหงิดๆ แล้วสิ
ทุกคนที่ผ่านมาอ่านคงรู้จักผมอยู่แล้ว ผมคือหนุ่มโสดสุดเท่ที่ทำงานเป็นจีเอ็มให้บริษัทเกม พูดแค่นี้คุณคงร้องอ๋อ แน่ล่ะ... พูดถึงคนเท่ๆ ในกลุ่มนั้นแล้วจะมีใครได้อีกนอกจากผม
เสียงนาฬิกาปลุกน่าหงุดหงิดแผดลั่นบอกเวลาหกโมงเช้า
ผมจำใจลุกขึ้นมาปิดมันอย่างบรรจงแทนที่จะจับมันเขวี้ยงอัดกำแพงเหมือนทุกที
อีกสามวันกว่าเงินเดือนจะออก
และผมก็แทบจะไม่เหลือเงินเพื่อซื้อนาฬิกาปลุกเรือนใหม่อีกแล้ว
ถึงรายได้จะดีก็เถอะ แต่การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวในเมืองหลวงซ้ำยังต้องซื้อนาฬิกาปลุกเรือนใหม่ทุกวันๆ นี่มันก็ลำบากไม่ใช่น้อย
ผมเก็บที่นอนจนเรียบร้อยแล้วพาตัวเองเดินเข้าห้องน้ำไป... อ๊ะ! อย่าคิดว่าผมจะเดินแบบสะโหลสะเหลเป็นผีตาโบ๋นะ ผมเดินเข้าไปอย่างสง่างามต่างหาก คนอย่างนายวิศนะไม่รู้จักคำว่าโทรมอยู่แล้ว ไม่ว่าสถานการณ์ใดก็เท่เสมอ
ใช้เวลาไม่นานผมก็แต่งตัวเรียบร้อยมานั่งเสยผมจิบกาแฟยามเช้าพลางอ่านหนังสือบนโต๊ะกับข้าวในครัวอย่างสบายใจเฉิบ
อืม... ข่าววันนี้... หน้าหนึ่งมีแต่อะไรไร้สาระอีกแล้ว
ทีหลังเปลี่ยนยี่ห้อหนังสือพิมพ์ดีกว่า อะไรเนี่ย? ทำนายดวงชะตา?
ช่วงเดือนนี้ถึงเดือนหน้าคุณจะมีเคราะห์
อาจต้องเสียของรักและทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว เช่นพี่น้องร่วมสายเลือด
หึ... พูดบ้าๆ อย่างเจ้ากานดาน่ะรึจะมาทะเลาะกับผม ไร้สาระสิ้นดี
ผมโยนหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงกองกระดาษเก่าๆ ที่เตรียมไว้ชั่งกิโลขาย
แหม... โยนแม่นจริงๆ เลยเรา ลงตำแหน่งที่เล็งเป๊ะๆ
ก่อนจะเดินไปล้างแก้วที่อ่างล้างจาน
พลันสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่กรอบรูปครอบครัวบนหลังตู้เย็น
...ผมไม่ได้กลับบ้านมานานเท่าไหร่แล้วนะ...
ผมหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาดูใกล้ๆ ป่านนี้เจ้ากานดามันคงตัวสูงขึ้นอีกแล้ว
เด็กวัยกำลังเจริญเติบโตซะด้วย พ่อกับแม่ก็คงจะสบายดี
จะว่าไปแล้วเกมที่เราเป็นจีเอ็มอยู่ก็ออกมาได้ตั้งเกือบเดือนแล้ว
แต่ไอ้บ้าเกมอย่างเจ้ากานดามันก็ยังไม่โผล่หัวเข้ามาให้เห็นสักที
คนฉลาดอย่างผมย่อมเดาได้ว่ามันไม่มีเงินซื้อเครื่องแหงแซะ
ผมวางกรอบรูปคืนที่เดิมแล้วเตรียมตัวไปทำงาน เมื่อเช็คดูว่าหวีผมเรียบแปร้
ใส่สูทเรียบร้อยแล้วผมก็หยิบกระเป๋าเอกสารสีดำสุดหรูของผมก้าวออกจากห้องพัก
ระหว่างทางผมคิดถึงครอบครัวที่บ้านเกิด โดยเฉพาะเจ้าน้องชายตัวดีที่ไม่ได้เจอกันนานนม
ป่านนี้มันจะยังซุ่มซ่ามทำข้าวของอะไรในบ้านเสียหายให้ต้องเสียเงินซ่อมอีกรึเปล่านะ
แล้วถ้ามันยังเป็นแบบนั้น ชาติไหนมันจะมีเงินมาซื้อเครื่องเกมสักทีฟะ
กำลังคิดเพลินๆ ผมก็มาถึงบริษัทแล้ว เอาล่ะ...
ได้เวลาที่พนักงานบริษัทผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถคนนี้จะออกศึกแล้ว
ผมขยับปมเน็คไทให้เข้าที่ก่อนก้าวเข้าออฟฟิศด้วยสีหน้าเคร่งขรึม อืม... สมบูรณ์แบบ ผมรู้สึกได้(คิดไปเอง)ถึงสายตาชื่นชมของพนักงานสาวๆ มองตรงมาเป็นจุดเดียว บางคนส่งเสียงทักทายผม ผมก็พยักหน้าบ้าง ทักทายตอบบ้างตามมารยาท ครู่เดียวผมก็เดินมาถึงห้องทำงานของตัวเองจนได้
"ว่าไง มาตรงเวลาเชียวนะพ่อคนขยัน"
มาอีกแล้ว ไอ้เจ้าของเสียงกวนประสาทที่แขวะผมได้ทุกเช้ามันมาอีกแล้ว
ผมมองมันด้วยหางตาแล้วถามกลับห้วนๆ
"มีธุระอะไร? เลททัซ"
ผมจงใจเรียกมันด้วยโค้ดเนมในเกม เพื่อตอกย้ำความเหินห่าง แต่ดูเหมือนจะไม่มีผล
"แค่มาทักทายเพื่อนร่วมงานก่อนเข้าเกมไม่ได้หรือไง เย็นชาจังนะ"
หมอนั่นหยุดยืนพลางส่งยิ้มกวนประสาทให้ผม ร่วมงานกันมากี่วันๆ ผมก็ไม่ชอบขี้หน้ามันเลย ให้ตาย...
"ไม่มีธุระอะไรก็กลับไป เดี๋ยวหัวหน้าจะหาว่าฉันอู้งานเพราะต้องมายืนคุยเรื่องไร้สาระกับแก"
ผมออกปากไล่ ซึ่งเป็นคนปกติมันก็น่าจะไสหัวไปได้แล้ว แต่มันก็ยังยืนบื้ออยู่หน้าประตูห้องทำงานผม แถมทำหน้าเหมือนชอบอกชอบใจอีก
ผมคิดในใจ 'อะไรของมันวะ?'
ผมผลักประตูห้องทำงานเข้าไปพลางเหลือบมองชายผมทองหยักศกที่ยืนอยู่ด้านนอกด้วยหางตา ไม่รู้ยิ้มอะไรอยู่ได้ สงสัยจะเป็นโรคจิต ช่วงนี้อากาศร้อน สุนัขบ้าเลยมีมากขึ้น ไม่ยักรู้ว่ามันทำให้คนเป็นบ้าได้ด้วย ยังไงก็ช่างเถอะ ผมปิดประตูห้องแล้วเลิกสนใจมันดีกว่า ถึงเหม็นขี้หน้ายังไงเดี๋ยวก็ต้องเจอกันในเกมอยู่ดี


